ระบบป้องกันอัคคีภัยที่ดีแม้จะสามารถจ่ายค่าตัวของมันคุ้มค่าได้ในครั้งแรกที่ใช้งาน แต่ก็มีลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือ
1. แม้จะเป็นระบบที่ออกแบบมาอย่างระมัดระวังและมีสมรรถนะเพียงพอ แต่ก็เป็นระบบที่ไม่น่าใช้ เนื่องจากการใช้งานโดยหวังผลจากสมรรถนะนั้น จะต้องเกิดความเสียหายที่จะต้องนำระบบนี้เข้าแลกเสมอ
2. เป็นระบบที่ไม่ได้ใช้งานเลย บางระบบไม่ได้ใช้งานจริงจนตลอดอายุ แต่จะต้องมีความพร้อมทำงานเต็มที่เมื่อต้องการใช้
จากลักษณะที่ 2 ทำให้ระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นระบบที่แทบไม่อยู่ในความสนใจจนกระทั่งเมื่อถึงเวลาต้องใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำงานเต็มสมรรถนะ
การที่ระบบหนึ่งที่ไม่ได้ใช้งานเลย แต่จะต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ ความบกพร่องของระบบตามกาลเวลาย่อมเกิดขึ้นโดยแทบไม่ได้สังเกต เปรียบเทียบกับระบบอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตหรือมีการใช้งานเป็นประจำเช่นไฟฟ้าแสงสว่าง เมื่อเกิดความบกพร่องขึ้นในระบบเหล่านี้จะแทบตรวจพบได้ในทันทีเนื่องจากใช้งานเป็นประจำ
ด้วยเหตุนี้การบำรุงรักษาระบบป้องกันอัคคีภัยจึงเป็นปฏิบัติการที่สำคัญมาก และทำให้ต้องย้อนกลับไปถึงการออกแบบระบบที่จะต้องอำนวยให้สามารถบำรุงรักษาง่าย ตรวจสอบสะดวก ทดสอบการทำงานได้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง เช่นการจัดให้มีการระบายน้ำที่เหมาะสมในพื้นที่ติดตั้ง Alarm Valve, Deluge Valve, การติดตั้ง Smoke Detector ในตำแหน่งที่ยื่นอุปกรณ์ทดสอบขึ้นไปถึงได้ง่าย, การจัดให้มีช่องเปิดที่กว้างพอสำหรับการขนย้ายถังบรรจุก๊าซดับเพลิง ฯลฯ
ผู้ใช้สามารถตรวจสอบคาบเวลาการบำรุงรักษาและรายการที่จะต้องตรวจสอบระบบได้จากคู่มือของระบบและเอกสารประกอบอุปกรณ์แต่ละชิ้น รวมทั้งมาตรฐานของระบบป้องกันอัคคีภัยเช่น NFPA 25
คาบเวลาของการตรวจสอบบำรุงรักษาระบบป้องกันอัคคีภัยมักจะจัดเป็นรายสัปดาห์ รายครึ่งปี และรายปี
รายสัปดาห์ มักจะเป็นการตรวจสอบด้วยสายตา เช่นความเรียบร้อยโดยทั่วไปของระบบ อุปกรณ์ยังมีอยู่ครบถ้วนและอยู่ในที่ ป้ายเตือนอยู่ในสภาพและตำแหน่งที่สังเกตได้ชัดเจน วาล์วควบคุมอยู่ในตำแหน่งปกติ เกจ์วัดความดันชี้ความดันที่เหมาะสม
อาจมีการทดสอบบ้างเช่นกดปุ่ม Lamp Test บนชุดควบคุมของ Fire Detection System เพื่อตรวจสอบหลอดไฟสัญญาณและ Buzzer ซึ่งแทบไม่ได้ใช้งาน ว่ายังทำงานได้ตามปกติ หรือการติดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลชั่วขณะ (มักจะนานพอที่จะทำให้อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นสูงขึ้นถึงจุดใช้งานปกติของเครื่องยนต์นั้นๆและเกิดการไหลเวียนของน้ำหล่อเย็น
รายครึ่งปี หรือเรียกอีกอย่างว่าสองครั้งต่อปี มักจะเป็นการทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับเช่น Smoke Detector, Heat Detector, Flame Detector โดยกระตุ้นให้อุปกรณ์ทำงานและส่งสัญญาณสู่ชุดควบคุม โดยก่อนทดสอบจะต้องจัดให้ชุดควบคุมทำงานในรูปแบบของการทดสอบอุปกรณ์ คือแม้จะมีสัญญาณเข้ามาแต่จะไม่นำสัญญาณนั้นมาสรุปผลว่าเป็นเพลิงไหม้แต่จะรับทราบว่าเป็นผลจากการทดสอบ
การทดสอบรายครึ่งปีนี้จะรวมไปถึงการทำความสะอาดอุปกรณ์ เช่นถอดเอา Smoke Detector ออกจากจุดแล้วนำมาเป่าด้วยลมเพื่อไล่ฝุ่นออกจากตัวอุปกรณ์, การทำความสะอาดเลนส์ของ Flame Detector
เมื่อถอดเอา Smoke Detector ออกจากจุดก็ถือโอกาสทดสอบ Supervisory Circuit ของชุดควบคุมไปด้วย คือเมื่อถอดเอา Smoke Detector ออกมาแล้ว ก็จะต้องมีสัญญาณ Trouble ที่ชุดควบคุมด้วย แสดงว่าชุดควบคุมสามารถตรวจสอบได้ว่ามีอุปกรณ์ถูกถอดออกไป สำหรับ Flame Detector อาจตัดไฟเลี้ยงอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของชุดควบคุมในลักษณะเดียวกัน
หลังจากที่ทดสอบ Supervisory Circuit และทำความสะอาดแล้วจึงต่อด้วยการทดสอบสัญญาณ
รายปี มักจะเป็นการทดสอบจำลองการทำงานของระบบโดยทดสอบเกือบทุกชิ้นส่วนเว้นไว้แต่การใช้สารดับเพลิงจริง เช่น ทดสอบ Manual Pull Station และปล่อยให้ระบบทำงานต่อไปจนมีสัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้น, ทดสอบ Manual Release ของระบบที่ใช้ก๊าซดับเพลิงแล้วสังเกตการทำงานของ Actuator, เปิด Inspector Test Connection ของระบบ Sprinkler เพื่อให้ Alarm Valve ทำงาน, การปล่อย Pressure ใน Priming Chamber เพื่อให้ Deluge Valve เปิด
การทดสอบในรายปีนี้จะต้องมีการเตรียมการที่รัดกุม เช่นแจ้งกับผู้ใช้งานอาคารว่าจะมีสัญญาณเตือนภัย หรืออาจทดสอบระบบนี้ไปพร้อมกับการฝึกซ้อมรายปีการป้องกันและระงับอัคคีภัยเลยก็ได้ การทดสอบ Actuator สำหรับระบบที่ใช้ก๊าซดับเพลิงจะต้องถอดเอา Actuator ออกจากถังเก็บและแยกการทำงานของถังออกจากการทดสอบ, การปิด Shut off valve ของ Deluge Valve เพื่อกันไม่ให้เกิการฉีดจริงแต่ยังทดสอบ Priming Chamber ได้
การทดสอบในรายคาบนี้ไม่จำเป็นจะต้องทดสอบให้หมดทุกชิ้นในคราวเดียวแต่อาจแบ่งระบบออกเป็นส่วนๆเพื่อทดสอบเป็นคาบย่อยๆได้เช่นทดสอบ Smoke Detector ทุกเดือนโดยทำเดือนละ 1 ใน 6 ของจำนวน Detector ทั้งหมด ก็จะทำให้ Detector ทุกตัวผ่านการทดสอบปีละสองครั้งตามกำหนด การจัดแบ่งออกเป็นคาบย่อยๆทำให้สะดวกต่อการจัดการมากกว่าด้วย
การบำรุงรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบป้องกันอัคคีภัยคงสมรรถนะตามที่ออกแบบไว้ ทำให้แน่ใจได้ว่าระบบมีความไว้วางใจได้ตามปกติ ลดโอกาสของการทำงานที่ผิดพลาด
การบำรุงรักษาจัดว่าเป็นปฏิบัติการหลักของระบบป้องกันอัคคีภัยนอกเหนือไปจากการทำงานเมื่อต้องการตามที่ออกแบบไว้ ตัวอย่างของการละเลยการบำรุงรักษาที่พบได้บ่อยที่สุดคือการพบว่า Smoke Detector ทำงานโดยไม่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นจริงเนื่องจากการสะสมของฝุ่นในตัว Detector หรือการทำงานเองของ Alarm Valve, Deluge Valve เมื่อเดินเครื่องสูบน้ำหลัก เนื่องจากการซึมของความดันด้าน System หรือ Priming chamber เป็นเวลานานจนความดันลดลงมาเท่าความดันด้าน Supply
หากมีการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม Smoke Detector จะยังคงความไวของการจับควันได้ตามที่ออกแบบ โดยไม่มีปัญหา False alarm, Alarm Valve และ Deluge Valve ตอบสนองได้ฉับไวโดยไม่เกิด False Operation จากความดันที่กระแทกเข้ามา
อย่าคาดหวังว่าระบบป้องกันอัคคีภัยจะทำงานได้ดีโดยไม่ต้องบำรุงรักษาครับ